หนังรักที่ดีที่สุดแห่งปี!!! : Happy Birthday

3,070 Views
Videos - คลิปวีดีโอ ไอที Gadget คลิปเรื่องแปลก เรื่องสนุก ทีวีออนไลน์ - BuzzIdea.TV
2,002 Views
02:52 | 29/03/2013
6,783 Views
02:20 | 29/03/2013
1,410 Views
04:16 | 29/03/2013
2,570 Views
02:52 | 29/03/2013
923 Views
05:00 | 29/03/2013
1,160 Views
03:48 | 12/03/2013
1,591 Views
06:14 | 20/03/2013
728 Views
05:36 | 12/03/2013
1,005 Views
00:52 | 06/03/2013
2,361 Views
00:00 | 05/03/2013
2,557 Views
00:00 | 05/03/2013
1,858 Views
00:00 | 06/03/2013
2,023 Views
00:00 | 05/03/2013
1,667 Views
01:06 | 05/03/2013
6,074 Views
04:40 | 05/07/2012
9,133 Views
01:48 | 15/06/2012
12,092 Views
05:00 | 17/05/2012
7,248 Views
01:22 | 30/04/2012
2,304 Views
01:49 | 30/04/2012
3,215 Views
03:28 | 28/05/2012
Rated 2.88/5 (321 Votes)
หนังรักที่ดีที่สุดแห่งปี!!! : Happy Birthday

2008-12-25 14:36:57

หนังรักที่ดีที่สุดแห่งปี!!! : Happy Birthday

อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม นักแสดงหนุ่มที่ถือว่าเป็น “ดาราคิวทอง” ของปีนี้ไปแล้วนั้น เคยตั้งข้อสังเกตให้ผมฟังเมื่อครั้งที่ผมไปสัมภาษณ์เขาเมื่อไม่นานมานี้ว่า เขาค่อนข้างชอบหนังในสไตล์ของคุณอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง มากเป็นพิเศษ เพราะเหตุผลหลักๆ คือ ผลงานของผู้กำกับคนนี้ดูมีความลงตัว ในแง่ของการผสมผสานระหว่างความเป็นงานศิลปะที่พอเหมาะพอดี (มีรสนิยมที่ดีในเรื่องศิลปะ แต่ก็ไม่ดูอาร์ตจ๋าจนน่ามึนหัว) รวมเข้ากับเนื้อหาดีๆ และเรียบง่ายที่สามารถสื่อสารกับคนทั่วๆ ไปได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการตีความอะไรให้ยุ่งยากมากความ

       แน่นอนที่สุด ผมเห็นด้วยกับเขาเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากลองมองย้อนไปที่ผลงานชิ้นก่อนซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของคุณอ๊อฟ-พงษ์ พัฒน์ อย่าง Me...Myself เราจะเห็นว่า นอกเหนือไปจากแง่มุมของเนื้อหาเรื่องราวที่เขาหยิบมาบอกเล่าและมีประเด็นที่ จับใจคนดูแล้ว ในด้านของเทคนิควิธีการต่างๆ (อย่างน้อยๆ ก็การผูกพล็อตวางโครงเรื่องและการเล่าเรื่อง) อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ ก็สามารถทำมันออกมาได้อย่างชนิดที่เรียกว่าเป็นงานศิลปะดีๆ ชิ้นหนึ่ง
      
       นั่นจึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด หากผลงานชิ้นต่อมาของผู้กำกับที่กระโดดมาจากฟากของนักทำละครฟรีทีวีคนนี้ อย่างเรื่อง “แฮปปี้เบิร์ธเดย์” (Happy Birthday) จะมีคนดูเฝ้ารออย่างเหนียวแน่นอยู่จำนวนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อได้ดูผลงานชิ้นนี้แล้ว ผมก็ทำนายได้ล่วงหน้าเลยว่า นี่คือหนังอีกเรื่องของคุณพงษ์พัฒน์ที่จะฮิตไม่น้อยไปกว่า Me...Myself
      
       ด้วยบทภาพยนตร์โดยฝีมือของคุณคงเดช จาตุรันรัศมี (ผู้กำกับ “กอด” หนังรักดีๆ อีกเรื่องของปีนี้ และเป็นคนเดียวกันกับที่เขียนบทให้ Me...Myself) แฮปปี้เบิร์ธเดย์ยังคงเดินมาในทิศทางของหนังรักเต็มรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ในขณะที่ Me...Myself ดูจะประนีประนอมสูงมากกับเนื้อเรื่องในทำนอง “และแล้ว...ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี” (สิ่งนี้ผมมองว่าคุณพงษ์พัฒน์คงได้เชื้อมาจากการทำละครทีวีที่มักจะลงท้าย ด้วยการให้ทุกๆ สิ่ง Happy Ending ทุกครั้งไป) แต่แฮปปี้เบิร์ธเดย์จะไม่ตอบสนอง “สูตรสำเร็จ” แบบนั้นอีกแล้ว เพราะสิ่งที่คนดูจะได้สัมผัสถัดจากนี้ มันคือเรื่องราวที่ใกล้เคียงกับชีวิตที่เป็นอยู่จริงขึ้นมาอีกขั้น...ชีวิต ที่เป็นอยู่จริง ซึ่งไม่ได้ “สวยงามสมบูรณ์แบบ” ทุกฉากช่วงห้วงเวลา และไม่ได้มีจุดจบที่งามพร้อมอย่างที่เราต้องการเสมอไป...
       และนี่ก็คือที่มาของหนังรักปนโศกซึ้งซึ่งเป็นผลงานเพียงเรื่องเดียว ของปีนี้ที่ทำให้ผมได้เห็นคนร้องไห้ในโรงหนัง...เนื้อหาโดยคร่าวๆ แฮปปี้เบิร์ธเดย์เล่าถึงหนุ่มสาวคู่หนึ่งซึ่งได้มาพบกันเพราะหนังสือเล่ม หนึ่ง ก่อนจะขยับขยายไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนว่ากำลังจะเข้ารูปเข้ารอยและไปได้สวยนั้น กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างขึ้น ซึ่งนอกจากจะถือเป็นปฐมบทแห่งความเศร้าอย่างถึงที่สุดแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นยังเป็นเสมือน “บททดสอบ” สำคัญอีกบทหนึ่งซึ่งจะพิสูจน์ว่า ความรักของตัวละครหลักในเรื่องนั้น มันจริงแท้แค่ไหน หรือมั่นคงเพียงใด?
      
       ครับ, อย่างแรกที่มองเห็น ความโดดเด่นมากที่สุดอย่างหนึ่งของแฮปปี้เบิร์ธเดย์อยู่ที่โลชั่นและมุมภาพ ซึ่งหนังถ่ายออกมาได้งดงามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหลายๆ ฉากของช่วงเวลาประมาณ 30 นาทีแรกของหนังที่ดูสวยงามละมุนตาราวกับฉากเนรมิต (ทำให้คิดถึงหนังอีกเรื่องอย่าง “เดอะ เลตเตอร์ จดหมายรัก”) ซึ่งไม่ผิด ถ้าใครจะคิดว่า นี่คือแรงกระเพื่อมอย่างหนึ่งของอิทธิพลหนังเกาหลีที่เคยขายโลเกชั่นสวยๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว และที่มากกว่านั้น ผมก็ยังเชื่อด้วยว่า เมื่อแฮปปี้เบิร์ธเดย์เดินทางไปต่างประเทศ มันน่าจะมีส่วนกระตุ้นให้คนต่างชาติปรารถนามาเที่ยวชมเมืองไทยได้บ้างไม่มาก ก็น้อย เหมือนที่คนจำนวนหนึ่งเคยฝันจะไปเยือนแดนโสมเพราะแรงจูงใจจากฉากในหนัง (งานชิ้นนี้ของคุณพงษ์พัฒน์จึงได้คะแนนในการช่วยเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ ประเทศไทยไปโดยปริยาย) แต่เอาล่ะ ถึงที่สุดแล้ว ใครจะสนหรือว่าหนังมันจะดู “เกาลี้เกาหลี” หรือดู “ฮอลลีวู๊ดฮอลลีวูด” เพราะเมื่อว่ากันอย่างถึงที่สุด ถ้าหนังเรื่องหนึ่งสามารถแตะถึง “ความรู้สึก” หรือ “สัมผัสใจ” คุณได้ นั่นก็โอเคแล้ว (มิใช่หรือ?)
       
       มองในมุมนี้ ผมจึงเห็นว่าการที่หนังสามารถใส่ภาพฉากสวยๆ แบบนั้นได้ ปัจจัยส่วนหนึ่งซึ่งหนุนส่งอย่างสำคัญก็คือ อาชีพของสองตัวละครหลักที่คนหนึ่งเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวตระเวนชมธรรมชาติ ส่วนอีกคนเป็นช่างภาพที่แม้หนังจะไม่ได้บอกชัดว่าเขาเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพ ประเภทไหน แต่เท่าที่เราเห็น เขาก็น่าจะเป็นช่างภาพที่ชื่นชอบธรรมชาติมากที่สุดคนหนึ่ง (คนละแบบกับพวกที่เอาแต่คอยแอบถ่ายร่องอกหรือใต้กระโปรงดาราสาวๆ เป็นงานหลัก...อันนี้ไม่ได้แดกดันใครนะครับ) แน่นอนว่า เมื่ออาชีพการงานของทั้งสองคนต้องเข้าไปคลุกคลีและชิดใกล้กับธรรมชาติสิ่ง แวดล้อม มันก็เอื้ออานิสงส์ให้หนังได้ไปเก็บมุมสวยๆ มาฝากผู้ชมได้อย่างไม่ดูฝืนหรือตั้งใจจะขายฉากโลเกชั่นอย่างไร้เหตุผล และสิ่งที่น่าชื่นชมก็คือ คุณพงษ์พัฒน์ก็ใช้สอยประโยชน์จากอาชีพของสองตัวละครนี้ได้อย่างคุ้มสุด คุ้ม...
       
       ...หลังจากปรากฏตัวในหนังมาแล้ว 4-5 เรื่องภายในปีเดียว อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ดาราหนุ่มที่ได้รับการขนานนามว่า “ดาราคิวทอง” แห่งปี...อันที่จริง อนันดาบอกกับผมว่าเขาไม่เคยรู้สึกยินดียินร้ายกับฉายาอะไรทำนองนี้เลย เพราะไม่ว่าจะ “คิวทอง” หรือ “คิวเงิน” หรือไม่มีคิวเลย ถึงที่สุดแล้ว “เนื้องาน” นั่นต่างหากที่สำคัญเหนืออื่นใด...กลับมาอีกครั้งในบทบาทของ “เต็น” ช่างภาพหนุ่มอารมณ์ดีที่เจอดีเข้าให้โดยบังเอิญ เมื่อเขาต้องการซื้อหนังสือแนวท่องเที่ยวเล่มหนึ่ง แต่กลับพบว่า หนังสือเล่มนั้นถูกคนมือบอนบางคนมาเขียนอะไรต่อมิอะไรไว้เต็มไปหมด และเนื่องจากทางร้านไม่มีเล่มใหม่เหลืออีกแล้ว บวกกับความสงสัยใคร่เห็นว่าใครเป็นเจ้าของลายมือลึกลับนั้น ทำให้เต็นต้องตัดใจซื้อหนังสือเล่มนั้น แต่ยังคงฝากมันไว้ที่ร้าน ส่วนตัวเขาก็เทียวมาเทียวไปที่ร้านหนังสือดังกล่าวเพื่อมาคอยจับตาดูว่าคน มือบอนคนนั้นเป็นใคร และพ้นจากจุดนี้ไป หนังก็เริ่มแนะนำตัวละครสำคัญอีกคนหนึ่งอย่าง “เภา” (ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ) ไกด์สาวมือบอนที่ไม่เพียงมาพร้อมกับความน่ารักสวยใส แต่ยังมีส่วนต่อเติมเพิ่มเสน่ห์และสีสันของเรื่องราวให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา อย่างมากมาย


       คล้ายๆ กับตอนที่ได้ดูหนังรักจากเกาหลีหลายๆ เรื่อง อย่าง Christmas in August, One fine Spring Day ฯลฯ ผมคิดว่า ผู้ชมแทบทั้งหมดจะรู้สึกมีความสุขมากที่สุดกับช่วงเวลาประมาณ 30 นาทีแรกของหนังที่แฮปปี้เบิร์ธเดย์นำเสนอให้เห็นช่วงเวลาดีๆ ที่คนสองคนได้ใช้จ่ายร่วมกัน ผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเดินทางไปตามสถานที่หลายๆ แห่ง เช่น ปาย และปางอุ๋ง ที่เปิดทางให้หนังได้เล่นมุกดีๆ หลายๆ มุก (โดยเฉพาะมุกที่ทำเอาสาวๆ กรี๊ดกันใหญ่ตอนที่อนันดาแกะเกาเป้ากางเกง หึหึ) รวมไปจนถึงแง่คิดมุมมองแง่คิดต่างๆ ซึ่งเกิดจากการโต้เถียงกันแบบเบาะๆ ระหว่างเต็นกับเภา
      
       เหมือนเหตุการณ์ในชีวิตที่มิอาจจะคาดเดา...เรื่องราวระหว่างเภากับ เต็นก็เดินทางมาถึงจุด Turning Point หนักๆ ที่พลิกเปลี่ยนอารมณ์ของหนังไปอย่างรุนแรง และคนที่ต้องรับบทหนักที่สุดก็คือ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ที่แทบจะครอบครองความโดดเด่นในหนังทั้งหมดไว้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งต้องขอชมอย่างจริงใจเลยครับว่า อนันดาในหนังเรื่องนี้ “บทเด่น” และ “เล่นดี” มากจนหาที่ตำหนิไม่เจอ และนี่ก็เป็นเหตุผลรองรับที่หนักแน่นที่ทำให้ผมมองไปถึงงานประกาศผลรางวัล ตุ๊กตาทองของไทยปีหน้าว่า ถ้าอนันดาจะได้ตำแหน่ง “นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม” ก็คงจากบทบาทในหนังเรื่องนี้นี่เอง!!
      
       เขาสามารถสื่อสารคาแรกเตอร์ของผู้ชายที่มากมายด้วยรักแท้และแบกรับ ความบาดเจ็บทางใจได้อย่างสมจริง และทำให้คนรับรู้ความรู้สึกของหนุ่มช่างภาพได้ลึกซึ้ง มีการแสดงดีๆ ในหลายๆ ฉากที่อนันดามอบให้กับหนังเรื่องนี้ เฉพาะอย่างยิ่ง ตอนที่เขาตกอยู่ในวงล้อมของความเศร้าอย่างหนักหนาสาหัสจนควบคุมตัวเองไม่ อยู่และปลดปล่อยความรู้สึกเศร้าร้าวลึกที่บีบอัดอยู่ข้างในให้ระเบิดระบาย ออกมาผ่านการแสดงออกที่มีทั้งบ้าคลั่งและหลั่งน้ำตาออกมาอย่างคนคับแค้น แน่นอกนั้น มันสื่อสะท้อนถึงความเจ็บปวดในใจของผู้ชายคนหนึ่งออกมาได้อย่างน่าสะเทือนใจ หรืออย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมกับความทุกข์ของเขาและเห็นอกเห็นใจเขาได้ อย่างสนิทใจ (ผมเข้าใจว่า ที่หญิงสาวสองสามคนซึ่งนั่งข้างๆ ผม ขยันหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับขอบตากันจัง ก็น่าจะเพราะเหตุนี้)
      
       ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่ผมชอบก็คือ ขณะที่แฮปปี้เบิร์ธเดย์ดูเหมือนจะสุดโต่งในการพูดถึงความรักอันน่าชื่นชมของ ผู้ชายคนหนึ่ง แต่หนังก็ไม่ถึงกับทำให้ “เต็น” ดูเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบดีเลิศประเภทไร้จุดอ่อน เพราะในบาง Moment แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทำให้เราเห็นอย่างเด่นชัดว่า ผู้ชายดีๆ อย่างเต็นก็มีเวลาที่เหนื่อยล้าท้อแท้เหมือนกันกับการทุ่มเทของตัวเองและ เกิดคำถามเชิงเรียกร้องว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองทำๆ ลงไปนั้นเพื่ออะไรและได้รับสิ่งใดคืนมาบ้าง มองกันอย่างเข้าอกเข้าใจที่สุด ผมว่า หมุดเข็มเล่มหนึ่งหนึ่งซึ่งยึดโยงเต็นไว้ไม่ให้เขาหลุดเข้าไปสู่โลกแห่งความ เห็นแก่ตัวก็คือ คนรอบข้างเกือบทั้งหมด (หมอ, ทนาย, หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ของเภาเอง) ที่น่าจะมีส่วนทำให้เต็นได้ “คิด” ไม่มากก็น้อย เพราะในขณะที่คนเหล่านี้พร้อมเสมอที่จะ “ปลดปล่อย” เภาไป แล้วถ้าหากเขาใจร้ายกับเธอไปอีกคน เภาจะยังมีใครเหลืออยู่อีกในโลกที่โหดร้ายใบนี้?


       
       ดังนั้น นอกเหนือไปจากการเฝ้ารอดูว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นหรือไม่ ผมคิดว่าอีกสิ่งหนึ่งซึ่งผู้ชมจะได้ลุ้นไปพร้อมๆ กัน นั่นก็คือ ความแข็งแรงของ “กล้ามเนื้อหัวใจ” ของชายหนุ่มช่างภาพว่ามันจะยืนยาวแค่ไหน? หรือจะหมดแรงลงไปเมื่อใด?


       อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสิ่งดีๆ ที่หนังเรื่องนี้มอบให้กับคนดู ทั้งเนื้อเรื่องที่ซาบซึ้งกินใจ มุมกล้องสวยๆ เพลงประกอบเพราะๆ ของวงพราว (ที่นอกจากจะมาได้ถูกที่ถูกเวลาแล้ว ยังสะกิดให้เรา Nostalgia ถึงคืนวันอันเก่าก่อนได้อีกด้วย) รวมไปจนถึงบทบาทการแสดงของอนันดาที่ควรค่าแก่การยกย่อง หนังเรื่องนี้ก็ยังมีส่วนบกพร่องอยู่บ้างในบางจุด แน่นอนที่สุด สิ่งหนึ่งซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตก็คือ ความสมจริง (Realistic) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของเภา ซึ่งหนังจะทำให้คนดูเกิดความสงสัยอยู่ลึกๆ ว่าพ่อแม่จะทำกับลูกของตัวเองได้ขนาดนั้นเลยหรือ? เหตุผลเพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือแม้กระทั่งการอยากให้ลูก “ไปสบาย” นั้น ดูยังไงมันก็ไร้หัวจิตหัวใจ และดู “ง่าย” เกินไปหน่อย (อันนี้ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้นะครับ เพราะเรื่องแบบนี้ก็อาจจะมีอยู่จริงๆ)
      
       อย่างไรก็ดี ท่าทีของพ่อแม่เภาที่เป็นอยู่นี้ กลับส่งผลดีให้ภาพของเต็นเด่นชัดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เพราะยิ่งพ่อแม่ (หรือแม้กระทั่งคนอื่นๆ อย่างหมอและทนาย) มองไม่เห็น “ความหมาย” ของ “การมีอยู่” ของเภามากเท่าใด มันก็ยิ่งขับเน้นให้เราเห็นถึงรักแท้ที่เต็นมีต่อหญิงสาวของเขามากขึ้นเท่า นั้น
      
       แน่นอนครับ บางสิ่งบางอย่างในหนังอาจจะดูเหมือนเป็นอุดมคติ หรือเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ชายสักคนจะ (โคตร) ดีอะไรมากมายถึงเพียงนั้น แต่เชื่อเถอะครับว่า Message ที่หนังต้องการสื่อจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ลอยอยู่บนฟ้าหรือในมายาแห่งสรวงสวรรค์ หากแต่เป็นสิ่งที่เราๆ ท่านๆ ก็ย่อมรู้กันอยู่แล้ว นั่นก็คือ แก่นแท้และความหมายของคำง่ายๆ ธรรมดาๆ อย่างคำว่า “คนรัก”...
      
       “คนรัก” ที่ไม่ใช่แค่กระดาษชำระซึ่งใช้เสร็จแล้วโยนทิ้งลงถัง...“คนรัก” ที่ไม่ใช่แค่ใครสักคนที่เอ่ยปากชักชวนคุณไปดูหนัง (แถมยังไป Late อีกต่างหาก!!)...และ “คนรัก” ก็ไม่ใช่แค่ใครบางคนที่พาคุณไปท่องเที่ยวดูสถานที่สวยๆ งามๆ ไม่ใช่ และ ไม่ใช่ ฯลฯ...
      
       แต่ “คนรัก” คือใครสักคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอในทุกๆ สถานการณ์ แม้ในโมงยามที่คุณสูญสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง...
      
       ครับ, หากไม่นับรวม “ฝัน หวาน อาย จูบ” ที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาดีหรือด้อยยังไง อีกทั้งยังมีช่วงฉายคร่อมปี (51 กับ 52) ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขออนุญาตสรุปไว้ล่วงหน้าก่อนเลยว่า แฮปปี้เบิร์ธเดย์คือหนังรักที่ดีที่สุดของศักราชนี้ (เฉพาะหนังไทย) ที่ทำให้ผมเอ่ยคำลาปี 2551 ด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขมากที่สุด และผมหวังว่า หลายๆ คนก็คงจะเป็นเช่นนี้

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000150442


ข้อมูลจาก
ผู้จัดการออนไลน์

 
Name :
Email :
 
Comment :
แสดงความคิดเห็น  ยกเลิก

Contact Us : webmaster@arip.co.th
Copyright © 2012 by ARIP Public Company Limited (www.arip.co.th)